ปฏิบัติการชุมชน ไทยพลัดถิ่นลุกขึ้นร่วมมือกับรัฐแก้ปัญหาที่ดินสู่ความยั่งยืน

ปฏิบัติการชุมชน ไทยพลัดถิ่นลุกขึ้นร่วมมือกับรัฐแก้ปัญหาที่ดินสู่ความยั่งยืน

วันนี้ 9 ธ.ค.2558 มูลนิธิชุมชนไท โดยนายภควิน แสงคง  นางวรรธิดา เมืองแก้ว จัดประชุมสมาชิกเครือข่ายการแก้ปัญหาสัญชาติและสิทธิชุมชน จังหวัดระนอง ณ วัดระวิ อ.ละอุ่น จ.ระนอง มีผู้เข้าร่วมกว่า 150 คน เพื่อทำความเข้าใจสะภาพปัญหาของสมาชิกชุมชนในเครือข่าย ที่มีที่ดินทำกินมามากกว่า 10 ปี - 100 ปี และปัญหาทับถมกันมายาวนานต่อเนื่อง ที่เกิดจาก พ.ร.บ.ป่าไม้ ปี พ.ศ.2484 พ.ร.บ.อุทยานฯปี พ.ศ.2504 และ พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาตฯ ปี พ.ศ.2507 เป็นเหตุให้ชาวบ้านกลายเป็นผู้บุรุกป่า แต่บางส่วนก็อาจบุกรุกป่าจริง แต่ทั้งหมดไม่มีใครบุกรุกอุทยานเลย เพราะชาวบ้านอยู่อาศัยมาก่อนประกาศอุทยานใน ปี พ.ศ.2542 แต่มีสมาชิกหลายคนที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายรัฐบาล ในการทวงคืนผืนป่า

 

นายไมตรี จงไกรจักร์ ในฐานะผู้ประสานงานเครือข่าย คปสม.และกรรมการแก้ปัญหาของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม เพื่อแก้ปัญหาสมาชิกให้ง่ายขึ้น จึงอธิบายและชี้แจงให้สมาชิกต้องลุกขึ้นมาร่วมกัน เพื่อช่วยให้การแก้ปัญหาง่ายขึ้น โดยการที่ให้สมาชิกทำข้อมูลประวัติการทำกิน  ประวัติชุมชน แผนที่ชุมชน กติกาชุมชน ตั้งกองทุนชุมชน และจัดตั้งคณะกรรมการขึ้นมา เพื่อเสนอแนวทางการแก้ปัญหากับจังหวัดและรัฐบาล ให้รวดเร็วขึ้น พร้อมทั้งเป็นการรับรองขั้นต้น สมาชิกขั้นตนสมาชิกบางคนถูกโค่นทำลายไปแล้ว คนละ 4-5 ไร่ บางรายถูกเรียกค่าโลกร้อนถึง 1.5 ล้าน ทั้งที่เขาทำกินมามากกว่า 35 ปี 

นายไมตรี ยังได้วิเคราะห์ให้เห็นถึงเส้นทางของการแก้ปัญหาที่ดินแบบดั่งเดิม ที่กว่าเรื่องราวความเดือดร้อนของชาวบ้านจะไปถึงผู้ที่อำนาจสั่งการณ์นั้นล่าช้า เพราะว่าจะต้องผ่านหลายขั้นตอนและข้าราชการที่เกี่ยวข้องมีการเปลี่ยนและโยกย้ายบ่อย โดยนายไมตรีได้ชี้ให้เห็นว่าในปัจจุบันนี้เรามีช่องทางที่สะดวกรวดเร็วกว่านั้นคือผู้เดือดร้อนต้องรวมตัวกันขี้นเป็นชุมชน เพื่อเข้าร่วมกับเครือข่ายที่ขับเคลื่อนในการแก้ปัญหาในระดับอำเภอและระดับจังหวัด แล้วเข้าสู่ คปสม.(เครือข่ายชุมชนเพื่อการปฏิรูปสังคมและการเมือง) เพื่อเชื่อมร้อยกับเครือข่ายอื่น ๆ ในนามขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรมหรือพี่มูฟ นำเสนอข้อมูล/ปัญหาและแนวทางแก้ไขร่วมกับรัฐบาล แต่ในส่วนของผู้เดือดร้อนนั้นก็จะต้องชัดเจนในข้อมูล และปัญหาของตน และจริงใจที่จะแก้ปัญหาอย่างจริงจัง

ในช่วงบ่าย นายไมตรี ได้อธิบายถึงภาพรวมในการแก้ปัญหาของคนที่อยู่ในเขตพื้นที่อนุรักษ์ตามนโยบายของรัฐบาล คือ (1) ที่ดิน สทก. หรือ สิทธิทำกินในที่ดินของรัฐ ซึ่งรัฐจะให้สิทธิ์เป็นรายบุคคลที่อยู่อาศัยทำกินในเขตป่า 20 ไร่ มีสัญญา 5 ปี (คนที่เข้ามาอยู่หลังปี พ.ศ.2550) เมื่อครบ 5 ปี รัฐจะให้อยู่ต่อหรือยึดคืนก็ได้ (2) ที่ดิน สปก 4-01 หรือ สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม จัดสรรที่ดินที่เป็นป่าเสื่อมโทรมให้อยู่อาศัยทำกิน มีเงื่อนไข ห้ามซื้อขาย ถ้าผิดเงื่อนไขก็จะถูกยกเลิกสิทธิ์ทันที (3) โฉนดชุมชน หรือ สิทธิแปลงรวมโดยชุมชน (ให้สิทธิ์แก่ผู้ที่อยู่อาศัยทำกินมาก่อนปี พ.ศ.2550) ผ่านมติคณะรัฐมนตรี เมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2558  และรอเข้า สนช. เพื่อออกเป็น พ.ร.บ.ต่อไป

หลังจากนั้น ได้ร่วมกันนำเสนอแผนการทำงานร่วมกันในเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ พ.ศ.2559 ได้ดังนี้ 

  1. ตรวจสอบคดีทั้งหมดของพวกเราว่าอยู่ในขั้นตอนไหน คือ 1.คำสั่งทางปกครอง มีปักป้ายกี่ราย ให้ทำหนังสือค้านถึงนายอำเภอเพราะนายอำเภอเป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวน 2.คดีในชั้นพนักงานสอบสวน  3.คดีในชั้นอัยการ 4.คดีที่อยู่ในชั้นศาล  และ 5.คดีที่อยู่ในขั้นการบังคับคดี ให้ทำหนังสือขอชะลอ โดยทุกคดีที่เกิดขึ้นให้ทุกคนมีความกระตือรือร้นอยู่ตลอดเวลาและเร่งดำเนินการ

  2. การประชุมกับผู้ว่าราชการจังหวัด เรื่องที่ดิน ต้องให้ที่ประชุมมีมติและผู้ว่าฯรับรอง คือ 1.ให้ความคุ้มครองพื้นที่ 2.ลงมาทำข้อมูลปัญหาของพื้นที่และให้การรับรองข้อมูลฯ ร่วมกันระหว่างภาคประชาชนกับส่วนราชการ และจะต้องได้รับความเห็นชอบจากชุมชนเจ้าของพื้นที่

เป้าหมายที่นีคือ

  1. สร้างสิทธิชุมชนให้มีที่อยู่อาศัยที่ดินทำกินอย่างยั่งยืน ในรูปแบบแปลงรวม หรือโฉนดชุมชน

  2. ขอให้รัฐบาลเร่งออกกฎหมายสิทธิชุมชนในการจัดการที่ดินฯ และพ.ร.บ.ธนาคารที่ดิน อย่างเร่งด่วนเพื่อลดปัญหาความขัดแย้งในสังคมทั้งความคิดและความรุนแรงได้ทันที...