11 ปีสึนามิ กับการพิสูจน์แผนรับมือภัยพิบัติของภาครัฐ ชุมชน ท้องถิ่น และนโยบาย

(17 ธันวาคม 2558)  
ผ่านมาแล้ว 11 ปีเหตุการณ์ภัยพิบัติคลื่นยักษ์สึนามิ กับการพิสูจน์แผนรับมือภัยพิบัติ ภาครัฐ ภาคประชาชน กับนโยบายบนแผ่นกระดาษและแผนปฏิบัติของชุมชน  เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2547 เวลาประมาณ 10.00 น. คลื่นสึนามิพัดเข้าสู่ชายฝั่งอันดามันของไทย หนึ่งในนั้นคือบ้านน้ำเค็ม อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา หมู่บ้านชาวประมง เฉพาะที่หมู่บ้านแห่งนี้มีผู้เสียชีวิต 824 คน สููญหาย 54 คน หรือเกือบครึ่งหมู่บ้าน คนในหมู่บ้านที่อยู่ตอนนี้หลายคนเป็นผู้ที่ผ่านการสูญเสียจากภัยพิบัติที่ไม่ได้ตั้งตัวในครั้งนั้น  

ในวันนี้ผ่านมาแล้ว 11 ปี ชุมชนได้มีการเรียนรู้กันด้วยตัวเองอย่างไร และมีการเตรียมความพร้อมในการรับมือภัยพิบัติสึนามิอย่างไร เนื่องจากว่าเหตุการณ์ได้ผ่านมาถึงขณะนี้เป็นเวลา 11 ปี ในเชิงระดับโครงสร้าง เชิงระดับชุมชน และในระดับการป้องกันภัยจากภายในสู่ภายนอกเป็นอย่างไร

ไมตรี จงไกรจักร เล่าว่า เมื่อวันที่ 26 ธ.ค.2547 อากาศดีมาก ชาวประมงกำลังเอาเรือมาจอดเรียงรายกัน แล้วอยู่ ๆ น้ำก็แห้งลงไปแล้วเรือทั้งหมดจอดอยู่บนพื้นดิน พอน้ำแห้งทุกคนก็มาดูกัน ผมก็วิ่งมาดู มายืนดู พี่ชายผมก็ตะโกนบอกว่า "นี่คือคลื่นยักษ์ถล่มโลกให้ทุกคนวิ่ง" ผมก็วิ่งเพื่อไปเอาลูกกับภรรยา... ตอนที่เกิดสึนามิ พื้นที่ชุมชนโดนถล่มราบทั้งหมด ทุกคนก็วิ่งกันหนีกัน ผมก็วิ่งมาที่บ้าน เป็นบ้าน 2 ชั้น มารับแม่-ลูก-ภรรยา หนีคลื่น ซึ่งตอนนั้นคลื่นซัดเข้ามาถึงฝั่งแล้ว ได้ยินเสียงคลื่นซัดดังมากและมีแรงดันน้ำจากใต้ดินขึ้นมา... หลังจากคลื่นสึนามิ หมู่บ้านน้ำเค็มถูกตัดขาดจากโลกภายนอก 3 วัน เพราะส่วนใหญ่ให้ความสนใจไปที่จังหวัดภูเก็ตและเขาหลัก ซึ่งเป็นพื้นที่การท่องเที่ยว ระหว่างนั้นการเอาตัวรอดก็ต้องเป็นการช่วยเหลือตัวเอง และในช่วง 3 วันแรกเราต้องช่วยกันเอง เพราะเรารู้จักกัน เราเห็นใครบาดเจ็บเราก็ช่วยกัน หรือใครที่ไม่มีอาหารเราก็นำไปเผื่อแผ่กัน หรือใครต้องการความช่วยเหลืออะไรก็ใช้วิธีการบอกต่อโดยจะใช้วิธีที่ทำให้หมู่บ้านเราอยู่ได้ 

ไมตรี ได้เล่าต่อว่า ในช่วงที่ 2 เราจะต้องดูแลคนบ้านเรากันเองให้ได้ เนื่องจากว่ามีความสับสนในการเข้ามาช่วยเหลือจากคนภายนอกมาก คือ มีของมาแจกก็จัดให้มีคนเข้าแถว แต่คนที่เข้าแถวมีทั้งผู้ประสบภัยและไม่ประสบภัย มีพวกสวมรอยมาเข้าแถว เพราะเราไม่รู้จักเลย จึงใช้วิธีเอาคนมารวมกันเพื่อที่่จะได้ดูแลกันได้ง่าย เพื่อที่เราจะต้องดูแลคนบ้านเรากันเองให้ได้ครบครอบคลุมทุกคน จึงได้เป็นจุดเริ่มต้นของการตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราว และบทเรียนจากสึนามิ เราได้สรุปบทเรียนและถอดสรุปเป็นขั้นตอนว่าถ้าเกิดภัยพิบัติเราจะจัดการยังไง จากที่เราได้สรุปบทเรียนกันในหลาย ๆ ที่ และใช้เวลาในการเรียนรู้มามากกว่า 8 ปี จากบทเรียนสึนามิ ได้ข้อสรุปว่า 1.นโยบายรัฐบาลจะต้องส่งเสริมให้ชุมชนเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติ ส่งเสริมด้วยวิธี (1) ให้กองทุนจัดการภัยพิบัติ (2) ส่งเสริมให้ชุมชนมีความสามารถมีศักยภาพ ทั้งความสามารถด้านบุคคลและความสามารถด้านอุปกรณ์-เครื่องมือที่อยู่ในชุมชน เพื่อเมื่อเกิดภัยพิบัติไม่มีใครหรือหน่วยงานไหนเข้ามาช่วยเหลือได้ทันเพราะในทุกภัยพิบัติเราได้ไปพิสูจน์มาหมดแล้ว  2.รัฐบาลต้องส่งเสริมในการช่วยเหลือในภาวะวิกฤติของชุมชนเป็นหลัก คือ ที่ผ่านมามีข้อจำกัด พอเวลาน้ำท่วม คนที่อยู่ด้านหน้า ด้านข้างก็จะได้ช่วยเหลือก่อน แต่คนอยู่ด้านในจะยังไม่ได้รับการช่วยเหลือ และถ้าชุมชนไหนออกสื่อเยอะก็จะมีคนไปช่วยเหลือเยอะ ซึ่งในความเป็นจริงไม่ควรจะเป็นแบบนั้น  3.รัฐบาลต้องแก้กฎหมายให้ท้องถิ่นเป็นคนประกาศและบริหารจัดการภัยเป็นด่านแรก ไม่ใช่นั่งรอให้จังหวัดหรือรัฐบาลเป็นคนประกาศภัย เพราะความช่วยเหลือจะไม่ทันกับความเดือดร้อนหรือความเป็นความตายกับชีวิตของผู้คน เพราะฉะนั้นผมว่าการแก้ไขปัญหาเชิงนโยบายต้องมีการแก้กฎหมายให้ชุมชนท้องถิ่นมีสิทธิ์ดูแลแก้ปัญหาภัยพิบัติเอง แล้วก็ให้ชุมชนเป็นคนบริหารจัดการภัยช่วยเหลือ เช่น การตั้งโรงครัว เป็นต้น พร้อมให้มีอุปกรณ์เครื่องมือและวิชาความรู้ ทักษะในการช่วยเหลือภัยพิบัติ นี้คือสิ่งที่เรากำลังท้าทายแล้วก็เสนอต่อสังคมและเสนอต่อนโยบายรัฐบาล

จากอดีตเป็นผู้ประสบภัยสึนามิ ที่ผันตัวมาเป็นเครือข่ายพร้อมรับมือภัยพิบัติ นั้นคือการปฏิรูปเชิงนโยบายจากรัฐถึงชุมชนในการจัดการภัยพิบัติ ความรู้ในการรับมือภัยพิบัติเป็นชุดความรู้หนึ่ง และการสร้างความเข้มแข็งในการรับมือภัยพิบัติในการเตรียมความพร้อมจากภายในเป็นอีกมิติหนึ่งที่สำคัญ

----------------------

ขอขอบคุณวีดีโอจากสำนักข่าว TNN24