วิพากษ์ระบบศาลไทยใช้ระบบกล่าวหา-ทำคนจนแก้คดีที่ดิน หลานพระบิดาแห่งกฎหมายไทยแนะเปลี่ยนเป็นระบบไต่สวน เสนอตั้งกก.เพิกถอนที่ดินออกเอกสารสิทธิ์มิชอบงานวิจัยชี้ชัดเกิดความไม่เป็นธรรมในขบวนการยุติธรรม

เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2557 ที่สภาคริสตจักรในประเทศไทย กรุงเทพฯ ได้มีการจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ “งานวิจัยที่ดิน แนวทางการนำไปใช้แก้ปัญหา” ซึ่งมีการนำเสนอผลงานการวิจัยเรื่องความเป็นธรรมในกระบวนการยุติธรรมคดีที่ดินราษฎรยากจนโดยคณะวิจัยประกอบด้วย ม.ร.ว.อคิน รพีพัฒน์ เป็นหัวหน้าโครงการ ดร.เพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์ เป็นรองหัวหน้าโครงการและผศ.ดร.กิตติศักดิ์ ปรกติ เป็นนักวิจัย มีผู้เข้าร่วมจากภาคส่วนต่างๆ อาทิ ผู้แทนมูลนิธิชุมชนไท ผู้แทนมูลนิธิทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ผู้แทนสำนักประสานงานพัฒนาสังคมสุขภาวะ ผู้แทนกรมสอบสวนคดีพิเศษ และนักพัฒนาเอกชน นักวิชาการและประชาชนทั่วไปร่วมงาน

มรว.อคิน รพีพัฒน์ในฐานะหัวหน้างานวิจัยฯ กล่าวปาฐกฐาเรื่อง “ความยุติธรรมตามตัวอักษร :ความเป็นธรรมตามความเป็นจริง” ว่า เหตุผลที่ต้องเร่งศึกษาเรื่องที่ดิน เพราะความเหลื่อมล้ำในการถือครองนั้นมีปัญหามากที่สุด โดยขณะนี้ที่ดินถูกทิ้งร้างถึง 48 ล้านไร่ จึงควรเร่งปฏิรูป ทั้งนี้จากการลงพื้นที่ชุมชนที่มีปัญหาที่ฝังใจมากที่สุดตั้งแต่ภาคเหนือยันภาคใต้พบว่า หลายครั้งเกิดข้อพิพาทขัดแย้งที่ดินชาวบ้านขึ้นศาลแล้วแพ้คดี เพราะเกิดจากศาลตัดสินไม่เป็นธรรม เพราะศาลเลือกพิจารณาตามหลักฐานของภาครัฐด้วยการใช้ระบบกล่าวหา ไม่ใช่ระบบไต่สวน ซึ่งมีมานานสมัยรัชกาลที่ 5 ทั้งที่ทั่วโลกใช้ระบบหลังมากกว่า เรื่องเศร้าใจรองลงมาคือชาวบ้านที่แพ้คดีจากการถูกเจ้าของที่ดินซึ่งเป็น นักการเมืองฟ้องร้องหลังการเอาที่ไปเป็นของตัวเอง เช่น ที่ทับยาง ที่หนองกินเพล สวนป่าครสาน หนองปลาสวาย แปลกที่ว่า ทำไมนักปกครองกลับทำร้ายลูกปกครอง

“อีกปัญหาที่สังคมไม่อาจขจัดได้ คือ ปัญหาออกเอกสารสิทธิ์และการเพิกถอน อย่างกรณีการออกเอกสารโดยมิชอบ พอพิสูจน์ได้ว่า ออกโดยมิชอบต้องการให้รัฐเพิกถอน ก็ไม่เคยมีใครกล้าทำ แม้แต่กรมที่ดินที่เป็นผู้ออกเอกสารสิทธิ์ด้วยตนเอง เกิดจากความผิดพลาดของตนเองแต่ก็ไม่แก้ไข ประชาชนกลายเป็นคนรับบาปนั้น ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยควรมีคณะกรรมการทำงานด้านการเพิกถอนโฉนดโดยตรง ไม่ใช่โอนอำนาจให้อธิบดีกรมที่ดินเพียงลำพัง นอกจากนี้ประเทศไทยยังอ่อนด้อยเรื่องการให้ความสำคัญกับสิทธิชุมชนอย่างมาก เช่น กฎหมายรัฐธรรมนูญเขียนไว้ในสิทธิชุมชนที่จะปกป้องที่จะอนุรักษ์ฟื้นฟู จารีต ประเพณีและวัฒนธรรมชุมชน แต่ไม่มีผลใดๆเลยแม้แต่ศาลที่มีอำนาจว่าความเรื่องกระบวนการยุติธรรมก็กลับไม่เคยเอารัฐธรรมนูญนี้มาใช้ เพราะศาลไม่เข้าใจคำว่าชุมชนในทางกฎหมาย แต่ความหมายสังคมมันชัดเจน เป็นเรื่องใหญ่ที่ประเทศควรใช้” มรว.อคิน กล่าว

ดร.เพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์ นักวิจัยจากศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธีกล่าวนำเสนองานวิจัยชุด “ความเป็นธรรมในกระบวนการยุติธรรมคดีที่ดินราษฎรยากจน” ว่า นับตั้งแต่ประเทศไทยมีการเปิดให้ครอบครองที่ดินผ่านหลักฐานทางราชการ และประสบการณ์จากการลงพื้นที่ในชุมชนซึ่งมีปัญหาที่ดิน 5 กรณีศึกษา คือ พื้นที่หนองกินแพล จัหงัดอุบลราชธานี พื้นที่คอนสาร จังหวัดชัยภูมิ พื้นที่เวียงหนองล่อง จังหวัดลำพูน พื้นที่ราไวย์ จังหวัดภูเก็ต และพื้นที่ทับยาง จังหวัดพังงา นั้นรับรู้เรื่องความไม่เป็นธรรมหลายอย่าง อาจกล่าวได้ว่าเรื่องความไม่ยุติธรรมเกิดขึ้นตั้งแต่ต้นน้ำ ปลายน้ำ โดยในงานวิจัยที่ได้ดำเนินการมานั้นวิเคราะห์จากต่างมุมมอง เช่น มุมมองเรื่องกฎหมายและการสื่อสารกับประชาชน หลักฐานจากเรื่องจริง เรื่องเล่าของผู้สูงอายุ เรื่องการจัดการที่ดิน ฯลฯ พบว่า ความไม่ยุติธรรมกรณีที่ดินที่มีมากที่สุดในประเทศไทย คือ เน้นการเปิดช่องให้ลงทุน คนมีเงิน และอำนาจรัฐในการปกครองที่ดิน ส่วนคนจนกลายเป็นคนถูกกระทำเข้าไม่ถึงสิทธิของรัฐ เช่น ทำกินในที่ดินป่าสงวน

ดร.เพิมศักดิ์ กล่าวด้วยว่า ในเชิงหลักฐานและความไม่มั่นคงทางข้อมูลข่าวสารเรื่องการจัดเก็บหลักฐานทางที่ดินนั้นพบว่า หลายพื้นที่องค์กรรัฐไม่มีการบันทึกข้อมูลข่าวสารและหลักฐานที่ดีพอ เช่น บางกรณีเกิดข้อพิพาทเรื่องที่ดินนั้น พบว่าชาวบ้านรู้ตัวว่าตนเองถูกรุกรานจึงแจ้งความต่อผู้นำชุมชน แต่พอเปลี่ยนผู้นำ เปลี่ยนรัฐบาล เปลี่ยการปกครอง หลักฐานที่เคยยื่นฟ้องหาย รัฐมักใช้อำนาจเพื่อยึดเป็นที่ดินของรัฐทันทีเพราะกระบวนการพิสูจน์หลักฐานการถือครองหาไม่เจอ โดยไม่สนใจว่าราษฎรยังขาดแคลนการทำกินที่อยู่อาศัย

“ตอนปี 2554 ที่เริ่มทำวิจัย น่าตกใจมากเมื่อพบว่า ที่ดิน 100 % มีที่ดินป่า 50 % ที่ดินสำหรับราษฎรมี 50 % แต่ปรากฎว่าที่พอสืบหลักฐานเพื่อทำการวิจัยเพิ่มพบว่า ที่ดินป่ามีประชาชนอาศัยอยู่แล้ว แต่กลับประกาศเขตป่าสงวนแล้วไล่คนออกภายหลัง เกิดขึ้นเมื่อสมัย 60 ปีที่แล้วยังไงก็ยังเป็นอย่างนั้น นี่เฉพาะกรณีรัฐ ส่วนกรณ๊เอกชน ลูกไม้เดิมคือออกเอกสารสิทธิ์โดยมีชอบ เกิดจากหน่วยงานที่มีสิทธิในการออกเอกสารสิทธิ์มักเปิดเผยข้อมูลให้เอกชนที่ต้องการลงทุน เช่น หลายรายลองมองหาที่ดินสัมปทานเหมืองแร่ในพื้นที่ต่างๆ โดยไม่มีเอกสารสิทธิ พอเลิกสัมปทานแทนที่จะคืนที่ดินกลับพยายามทุจริตแปลงเอกสารเพื่อครอบครองที่ดินต่อไป ส่วนราษฎรที่ไม่มีที่ทำกินบางรัฐบาลก็ออกใบจองให้ราษฎร ออกแค่กระดาษ ในแผนที่ไม่มีอยู่จริง ครั้นราษฎรไม่พบที่ดินตามใบจอง ชาวบ้านร้องเรียน เรื่องการตรวจสอบพบการออกเอกสารที่ไม่ตรงกัน แต่เมื่อการเมืองเปลี่ยน เจ้าหน้าที่เปลี่ยนรัฐบาลใหม่ก็ทำหน้าที่ตรวจสอบข้อร้องเรียนซ้ำๆ โดยไม่มีบทสรุป เช่น กรณีหาดราไวย์ภูเก็ต กี่ปีมาแล้วรายงานการทำงานก็ยังไม่ชัดเจน” ดร.เพิ่มศักดิ์ กล่าว

ดร.เพิ่มศักดิ์กล่าวต่อว่า ตัวอย่างที่สะท้อนการถือครองที่ดินที่ไม่มีความเป็นธรรมจากความร่วมมือของรัฐและเอกชน คือ เมื่อทำเลที่ดินมีความสำคัญเชิงธุรกิจ เชิงท้องเที่ยว เช่น กรณีหนองกินเพล พบว่าก่อนกระแสสามเหลี่ยมอินโดจีนเริ่มมีขึ้น ไม่มีใครสนใจว่าที่ดินจะเกิดประโยชน์เชิงพาณิชย์ แต่พอมีกระแสท่องเที่ยวเข้ามา ที่ดินริมน้ำซึ่งติดถนนใหญ่กลายเป็นแผ่นดินทองของนายทุน อย่างไรก็ตามจากการลงพื้นที่หลายแห่งทราบว่า กระบวนการแย่งชิงที่ดินเกิดจากหลายกรณี ได้แก่ นักการเมืองและอิทธิพลใช้อำนาจบารมีสร้างความไว้ใจ ปล่อยเงินกู้ อ้างการช่วยเหลือแล้วแปลงเอกสารเพื่อครอบครอง มีการออกโฉนด เอกสารสิทธิ์นั้นมีความซับซ้อน ทั้งนี้หากจะสรุปประเด็นความไม่เป็นธรรมแบ่งเป็น 5 ด้าน ประกอบด้วย 1 ด้านการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่รัฐ โดยเจ้าหน้าที่ประพฤติมิชอบ จำกัดการพัฒนาชุมชนที่ราษฎรขัดแย้งกับรัฐ หน่วยงานของรัฐที่เป็นคู่กรณีไม่ให้ความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาทางนโยบาย 2 ด้านข้อมูลและพยานหลักฐาน พบว่า นายทุนเข้าถึงข้อมูลก่อนราษฎร 3 ด้านการฟ้องคดีและการพิจารณาคดี คือ กระบวนการยุติธรรมฟ้องคดีโดยไม่มีหลักฐานเพียงพอ ฟ้องแต่ละรายมีจำนวนหลายคดี บังคับคดีขับไล่ราษฎร ออกจากพื้นที่ขณะที่คดียังไม่สิ้นสุด อีกทั้งลงโทษรุนแรงต่อราษฎรทีแพ้คดี สร้างผลกระทบระดับครอบครัว คดีมีล่าช้าผู้ถูกฟ้องฐานะยากจนเสียเวลาทำมาหากิน และเสียค่าใช้จ่ายจำนวนมาก 4 ด้านการต่อสู้คดีเรื่องการนำสืบข้อมูลเป็นอุปสรรคอยู่ นอกจากคดีล่าช้าแล้ว ภาษาในการสื่อสารยังเป็นอุปสรรคมากต่อคนจน เพราะบางชุมชนใช้ภาษาท้องถิ่นต้องหาคนแปล อีกทั้งไม่มีคำปรึกษาทางกฎหมาย รู้สึกได้ว่ากระบวรการยุติธรรมละทิ้ง คนจน และ5 ด้านการเยียวยาผู้บริสุทธิ กรณีถูกกล่าวหา พิสูจน์ได้ว่าบริสุทธิไม่มีการเยียวยาที่เหมาะสม

ดร.เพิ่มศักดิ์กล่าวด้วยว่า จากที่ศึกษามามีข้อเสนอเร่งด่วน คือ 1 ต้องดูแลคนที่เดือดร้อนถูกฟ้องคดีให้มีที่ทำกิน เพื่อผดุงความเป็นธรรม 2 ให้คำปรึกษาเรื่องกฎหมาย ส่วนข้อเสนอเชิงโครงสร้าง 1 เสนอให้รัฐทำระบบการจัดการข้อมูลข่าวสาร และมีระบบรักษาข้อมูลที่ใช้ได้ตลอดไป มีความปลอดภัยในการปกป้องข้อมูลสำคัญ 2 ปรับทัศนคติของเจ้าหน้าที่รัฐ ในการให้ความช่วยเหลือและบริการประชาชน ทำให้ประชาชนที่ถูกดำเนินคดีเข้าถึงข้อมูลได้ง่าย 3 ผู้ฟ้องควรเป็นภาระการนำสืบ 4 เพิ่มสิทธิในการครอบครองที่ดินโดยชมุชน 5 จำกัดการครอบครองที่ดิน 6 ให้ความรู้ด้านการศึกษา ที่ดินเป็นฐานชีวิตที่จำเป็น 7 เรื่องการต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรมควรใช้เวลาให้รวดเร็ว และมีการอำนวยความสะดวกด้านคดีที่เข้าใจง่ายไม่จำกัดการต่อสู้ของประชาชน และพิจารณาเชิงพยานมากกว่าเอหลักฐานภาครัฐอย่างเดียว 8ให้สิทธิชุมชนได้ฟื้นฟูวัฒนธรรม จจารีต ประเพณี และการมีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรตามรัฐธรรมนูญ และมีกระบวนการให้ประชาชนได้ตรวจสอบหรือฟ้องร้องหน่วยงานรัฐ 9 บังคับใช้กฎหมายเฉพาะที่ดินโดยเฉพาะที่ดินรกร้าง ว่างเปล่านานเกินกว่า 10 ปี และปรับปรุงกฎหมายการเพิกถอนกรณีตรวจสอบพบว่าออกเอกสารการครอบครองที่ดินโดยไม่ชอบธรรม

-------------------

อนึ่ง ม.ร.ว.อคิน รีพพันน์ เป็นโอรสในหม่อมเจ้าเพลิงนภดล รพีพัฒน์ พระโอรสในพระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้ารพีพัฒนศัดิ์ กรหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ พระบิดาแห่งกฏหมายไทย นั่นคือม.ร.ว.อคินมีศักดิ์เป็นหลานพระบิดาแห่งกฎหมายไทย


ที่มา : https://www.facebook.com/FoundationChumchonThai/posts/1369257843091459