เสริมใยเหล็กให้ชุมชน กับมูลนิธิชุมชนไท

“มูลนิธิชุมชนไท” เป็นองค์กรพัฒนาเอกชน ที่ถูกก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2535 โดยได้รับงบสนับสนุนจากสถานทูตเดนมาร์ก (dance และ danida) ทำหน้าที่สนับสนุนเสริมสร้างความเข้มแข็งองค์กรชุมชน สร้างกระบวนการเรียนรู้ สนับสนุนการพัฒนาศักยภาพแกนนำ และการเชื่อมโยงระหว่างเครือข่ายต่างๆ เพื่อให้เกิดกระบวนการผลักดันการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างในระดับนโยบายร่วมกันของชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากการพัฒนา

จุดมุ่งหมายเริ่มแรกในการก่อตั้งมูลนิธิฯ คือ ต้องการเป็นศูนย์กลางความร่วมมือของกลุ่มคนฝ่ายต่างๆ ในสังคม ทั้งในและต่างประเทศที่มีเจตนารมณ์ในการพัฒนาชุมชนท้องถิ่น ทั้งในเมืองและชนบท และสนับสนุนกิจกรรมการศึกษาวิจัยและส่งเสริมภูมิปัญญา พร้อมไปกับการแก้ไขปัญหาคนจน ทั้งในเมืองและชนบท รวมทั้งผลิตสื่อประชาสัมพันธ์ และเผยแพร่งานพัฒนา โดยไม่ดำเนินการเกี่ยวข้องกับการเมืองใดๆ ทั้งสิ้น

                                  
ม.ร.ว.อคิน รพีพัฒน์ ประธานกรรมการ               นางปรีดา คงแป้น กรรมการและเลขานุการ

ในปี พ.ศ. 2545 ทางมูลนิธิฯ ได้ร่วมมือกับสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) และ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดทำโครงการปฏิบัติการชุมชนและเมืองน่าอยู่ (lcap) มีพื้นที่นำร่องใน 12 เมือง และในอนาคตจะขยายเชื่อมโยงเป็น 100 เมืองทั่วประเทศไทย อาทิ การฟื้นฟูเมืองเก่าสามชุกตลาดร้อยปี ทำให้เกิดกระบวนการอนุรักษ์ฟื้นฟูโดยชุมชนและท้องถิ่น จนได้รับรางวัลจากหลายหน่วยงาน รวมทั้งรางวัลจากยูเนสโก รวมถึงเป็นพื้นที่ต้นแบบในการเรียนรู้ของชุมชนและท้องถิ่นอื่นๆ อีกกว่าปีละ 300 คณะได้เข้ามาศึกษาดูงาน

ซึ่งต่อมา มูลนิธิชุมชนไทได้ร่วมมือกับ สสส. ดำเนินโครงการที่เกี่ยวกับชุมชนอีกหลายโครงการ อาทิ โครงการเสริมสร้างสิทธิและโอกาสเพื่อความเป็นธรรมทางสุขภาวะของชุมชนและผู้ด้อยโอกาส เพื่อช่วยสร้างเสริมกลุ่มคนยากจน ชุมชนแออัด กลุ่มคนชายขอบ ให้สามารถเข้าใจและเข้าถึงสิทธิ และมีส่วนร่วมในกระบวนการสร้างโอกาสและความเป็นธรรมทางสุขภาวะ โดยเน้นการทำงานเชิงรุก ลงพื้นที่ทำกิจกรรมร่วมกับชาวชุมชน อย่างเครือข่ายชุมชนเพื่อการปฏิรูปสังคมและการเมือง จังหวัดอุบลราชธานี ที่ดำเนินโครงการโมเดลเกษตรเมืองเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต ด้านความมั่นคงทางด้านอาหารในชุมชน ส่งเสริมอาชีพและรายได้ โดยมีกิจกรรมการปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ ตลาดนัดจำหน่ายผลิตผล เป็นต้น

ด้านปัญหาที่ดิน มีเครือข่ายองค์กรชุมชนเมืองเชียงใหม่ เข้าไปดำเนินการร่วมกับชุมชน จัดทำโครงการเสริมสร้างสิทธิและโอกาสเพื่อความเป็นธรรมทางสุขภาวะของชุมชนในที่ดินรถไฟ เพื่อแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยในชุมชนรถไฟสามัคคี ซึ่งต่อมาได้รับการอนุมัติเช่าที่ดินจากบอร์ดการรถไฟแห่งประเทศไทย

เครือข่ายสิทธิคนจนพัฒนาภูเก็ต ซึ่งมีสมาชิกกว่า 30 ชุมชน ร่วมมือกันในการแก้ไขปัญหาการถือครองที่ดินและที่อยู่อาศัย การฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม การจัดสวัสดิการและธนาคารชุมชน และการพัฒนาคุณภาพชีวิตกลุ่มชาติพันธ์ชาวเล กลไกการผลักดันแก้ไขปัญหามีคณะกรรมการร่วมกับหน่วยงานรัฐในระดับจังหวัดและระดับชาติ จนเกิดการแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม เช่น โครงการบ้านมั่นคงใน 12 ชุมชน การเสนอการจัดทำโฉนดชุมชน 13 ชุมชนซึ่งผ่านการพิจารณาแล้ว 7 ชุมชน การฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวเล และการปลูกป่าชายเลน เป็นต้น

ส่วนการทำงานด้านกลุ่มคนไร้สัญชาติ มีเครือข่ายการแก้ปัญหาคืนสัญชาติคนไทย ในจังหวัดระนอง และจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เนื่องจากการแบ่งเขตแดนระหว่างไทยและพม่า ทำให้มีชุมชนคนไทยส่วนหนึ่งที่ตกอยู่ในเขตดินแดนพม่า กลุ่มคนไทยเหล่านี้เมื่อกลับเข้ามาอยู่อาศัยในประเทศไทยไม่ได้รับสัญชาติไทย จึงไม่มีสิทธิในด้านต่างๆ เช่น ถูกจำกัดการเดินทาง การเรียนหนังสือฯลฯ ทางเครือข่ายฯ ได้เข้าไปช่วยการสำรวจข้อมูลรายบุคคล การพัฒนาที่อยู่อาศัยและสภาพแวดล้อม จัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์ เป็นต้นรวมถึง การผลักดัน ร่าง พ.ร.บ.สัญชาติ เพื่อให้กลุ่มคนไทยที่ไร้สัญชาติมีสิทธิได้รับสัญชาติกลับคืน ตามหลักการได้สัญชาติสายโลหิต ซึ่งพ.ร.บ.ฉบับนี้กำลังถูกพิจารณาในคณะกรรมการกฤษฎีกา ก่อนเสนอเข้าพิจารณาในสภานิติบัญญัติต่อไป

นอกจากนี้ ยังมีโครงการฟื้นฟูวิถีชีวิตและเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติโดยชุมชนเป็นแกนหลัก ที่ร่วมมือกับสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลัก (สำนัก1) สสส. เพื่อสร้างพื้นที่นำร่องกระบวนการฟื้นฟูวิถีชีวิตหลังประสบภัยน้ำท่วมโดยชุมชนและเครือข่าย ใน 5 พื้นที่ต้นแบบ คือ จังหวัดนครราชสีมา ปทุมธานี อุบลราชธานี สงขลา และกทม.เขตบางขุนเทียน รวมทั้ง ผลักดันนโยบายการมีส่วนร่วมในการจัดการภัยพิบัติและการจัดทรัพยากร โดยการมีกลไกร่วมของทุกภาคส่วนผ่านการสื่อสารสาธารณะและสังคม

ที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเพียงแค่โครงการบางส่วน ที่ทางมูลนิธิฯ ได้เข้าไปทำงานร่วมกับชุมชน เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาความเดือดร้อน  นอกจากนี้ ยังมีโครงการช่วยฟื้นฟูกลุ่มชาติพันธุ์ที่ได้รับผลกระทบจากนโยบาย แผนพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ และการสร้างเขื่อน การเข้าไปติดตามแก้ไขปัญหากลุ่มชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากการให้สัมปทานเหมืองแร่ เป็นต้น ซึ่งผู้ที่สนใจสามารถเข้าอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม หรือติดตามกิจกรรมของทางมูลนิธิฯ ได้ที่ เว็บไซต์ www.chumchonthai.or.th สถานที่ติดต่อเลขที่ 11 ถนนกรุงเทพกรีฑา ซอยบ้านสีส้ม แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กรุงเทพฯ


ขอขอบคุณ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)