คนจนบุกกรุง ทวงสัญญาแก้ปัญหาไม่คืบ พีมูฟประกาศเดินหน้าชุมนุม 30 มี.ค.นี้ ไม่หวั่นแม้ถูกตำรวจสกัด แม่เฒ่า 80 ปี ร่วมขบวนหลังถูกทำลายสวนยางทั้งครอบครัว

 

เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2560 ที่สถาบันวิจัยสังคมจุฬา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส. หรือ พีมูฟ) จัดแถลงข่าว “มาตามสัญญา คืนความสุข เดินหน้าแก้ปัญหาความจน” โดยตัวแทนพีมูฟแต่ละภาคของประเทศไทยได้ร่วมแถลงความคืบหน้าของสภาพปัญหาคนจนที่เกิดขึ้น พร้อมยืนยันว่าจะยังเดินหน้าชุมนุมในวันที่ 30 มีนาคม – 1 เมษายน 2560 ตามกำหนดเดิมแม้ว่าจะมีหนังสือสั่งระงับการชุมนุมจากเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจดุสิตก็ตาม นางอรนุช ผลภิญโญ ตัวแทนเครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน กล่าวว่า เหตุผลหลักในการกลับมาของกลุ่มพีมูฟมีหลายประการมาก ส่วนหนึ่งเกิดจากกลุ่มประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายทวงคืนผืนป่าตามคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)ที่ฉบับที่ 64/2557 และ 66 / 2557 นั้นยังไม่ได้รับการเยียวยาจากภาครัฐอีกทั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาที่แต่งตั้งขึ้นในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงานความมั่นคงที่เดินหน้าทวงคืนผืนป่ายังไม่มีการแก้ปัญหาอย่างจริงจัง ทำให้ชาวบ้านที่ถูกทำลายพืชผลการเกษตรต้องเจอกับทางตันและไม่สามารถใช้ชีวิตตามวิถีดั้งเดิมได้

นางอรนุช ผลภิญโญ ตัวแทนเครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน กล่าวว่า เหตุผลหลักในการกลับมาของกลุ่มพีมูฟมีหลายประการมาก ส่วนหนึ่งเกิดจากกลุ่มประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายทวงคืนผืนป่าตามคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)ที่ฉบับที่ 64/2557 และ 66 / 2557 นั้นยังไม่ได้รับการเยียวยาจากภาครัฐอีกทั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาที่แต่งตั้งขึ้นในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงานความมั่นคงที่เดินหน้าทวงคืนผืนป่ายังไม่มีการแก้ปัญหาอย่างจริงจัง ทำให้ชาวบ้านที่ถูกทำลายพืชผลการเกษตรต้องเจอกับทางตันและไม่สามารถใช้ชีวิตตามวิถีดั้งเดิมได้

นางอรนุช กล่าวต่อว่า สำหรับประชาชนในเครือข่ายพีมูฟที่ได้รับกระทบจากนโยบายทวงคืนผืนป่าในยุค คสช. มีหลายรูปแบบอย่างมากซึ่งจากการจำแนกประเภทการทวงคืนป่าให้ได้ 40 % นั้น อาทิ 1 ติดป้ายไล่ออกจากพื้นที่ 2 ปักป้ายตรวจยึดยืนยันว่าเป็นเขตอุทยานแห่งชาติ เขตป่า 3 ส่งดำเนินคดีแพ่งและอาญา เฉพาะภาคอีสานถูกดำเนินคดีทั้งหมดประมาณ 270 คดี 4 เจ้าหน้าที่มีคำสั่งเชิงกดดันให้ออกจากพื้นที่ที่อาศัยอยู่และพื้นที่ทำกินโดยกำหนดระเวลา 30วัน,60 วัน 5 ตัดฟันทำลายพืชผลอาสิน 6 เร่งรัดพิสูจน์สิทธิตามมติคณะรัฐมนตรี ( ครม.) 30 มิถุนายน 2541 โดยผู้ใดก็ตามอาศัยอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ อุทยานแห่งชาติฯลฯ หรือพื้นที่ของรัฐ ใช้เกณฑ์ว่าให้เช่าไม่เกิน20ปี ครอบครองที่ดินไม่เกิน20 ไร่ต่อครอบครัว ตามกฎหมายที่เกิดขึ้นภายหลังการประกาศเขตนั้นๆ โดยทีมทวงคืนจะใช้ภาพถ่ายแผนที่ทางอากาศที่แตกต่างกันไปตามแต่ละช่วงปี

นางอรนุชกล่าวว่า 7 เรื่องการยึดคืนพื้นที่เพิ่มเติมนั้นเจ้าหน้าที่ได้ให้ชาวบ้านลงนามยินยอมสารภาพว่าอาศัยอยู่ในเขตที่ดินของรัฐและย้ายออก ซึ่งถ้าไม่ยินยอมย้ายจะโดนดำเนินคดีตามมาแต่การลงนามเป็นการบังคับทางอ้อมให้ชาวบ้านตกเป็นเหยื่อการทวงคืน มีบางคนโดนทวงคืน2-3ครั้งจนหมดตัว ซึ่งช่วงการทวงคืนผ่านไปมีชาวบ้านถูกฟ้องร้องดำเนินคดี มีชาวบ้านติดคุก มีชาวบ้านไร้ที่ดินทำกิน แต่คณะกรรมการที่แต่งตั้งโดยสำนักนายกรัฐมนตรีกลับไม่มีการแก้ปัญหาอย่างจริงจัง เมื่อ นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ เป็นประธานการคณะกรรมการแก้ไขปัญหาขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรมคนใหม่ ทางชาวบ้านอยากแจ้งให้ทราบความคืบหน้าดังกล่าว

“ดังนั้นการที่เราจะชุมนุมวันที่ 30 นี้ ไม่ได้มาชุมนุมการเมือง เราแค่มาทวงถามความคืบหน้า เราไม่ได้เพิ่งมา แต่เรามาหลายครั้งแล้ว และอาจจะเกิดขึ้นไม่จบสิ้นหากรัฐบาลไม่ฟัง เราจึงจำเป็นต้องชุมนุมเพื่อจะอธิบายข้อเสนอแนะว่า ให้ชะลอและยุติการทวงคืนแล้วเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็น ส่วนในเรื่องหลักเกณฑ์พิสูจน์สิทธิ์ที่ดินทำกิน ที่อยู่อาศัยนั้น ไม่ควรใช้แผนที่ทางอากาศอย่างเดียวเพื่อพิจารณาให้ออกจากพื้นที่ แต่ควรจัดประชุมเพื่อสร้างเงื่อนไขการทำข้อมูลในการใช้ที่ดินใหม่ให้ยุติธรรมกับคนจนก่อนการออกมาเป็นกฎหมาย” นางอรนุชกล่าว

ด้านนางกันยา ปันกิตติ ตัวแทนชาวบ้านจากเครือข่ายเทือกเขาบรรทัด (ตรัง ประจวบ กระบี่ พัทลุง) กล่าวว่า เรื่องการปรับปรุงคณะกรรมการเมื่อมีการแต่งตั้งเราจำเป็นต้องคุยกันเรื่องแนวทางแก้ไขเพราะประธานคณะกรรมการคนใหม่ยังไม่เคยพบชาวบ้าน อาจจะส่งผลให้การแก้ปัญหาคนจนติดขัดเกิดช่องโหว่ ชาวบ้านไม่อยากให้เกิดรอยต่อเรื่องการตั้งคณะกรรมการ จึงอยากบอกกับ คสช.ว่า พีมูฟไม่มีสีเสื้อแต่เป็นกลุ่มคนเดียวกันคือคนจนเดือดร้อนด้านที่ดินทำกิน ปากท้อง และสิทธิด้านอื่นๆ อย่างกรณีโฉนดชุมชนนั้นเคยทำสมัยรัฐบาลชุดที่แล้ว แต่พอ คสช.มาบริหารประเทศโฉนดชุมชนถูกพักไป ที่ดินที่ชาวบ้านร่วมกันปกป้องไม่ถูกจัดสรรอย่างเหมาะสม จึงจำเป็นต้องมาเปิดเวทีคุยกับรัฐบาล

นางหนูเดือน แก้วบัวขาว ชาวบ้านจากบ้านหนองกินเพล อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี ตัวแทนพีมูฟที่มีข้อพิพาทที่ดินกับเอกชนและกรมที่ดิน กล่าวว่า หลังศาลปกครองสูงสุดตัดสินให้ตนและครอบครัวชนะในคดีที่ดิน ตั้งแต่ปี 2558 ปัจจุบันนี้กรมที่ดินยังไม่มีการเพิกถอนโฉนดที่ออกโดยไม่ชอบธรรม อีกทั้งยังส่งเรื่องกลับไปให้สำนักงานที่ดินวารินชำราบพิจารณาความผิดตนเอง ซึ่งเมื่อผลพิจารณาออกมากลับกลายเป็นว่าสำนักงานที่ดินวารินชำราบยืนยันว่าออกโฉนดโดยชอบและตั้งใจละเลยคำสั่งศาล ปัจจุบันตนและครอบครัวจึงยังคงอยู่อย่างสิ้นหวังและไม่ได้ที่ดินที่ถูกนายทุนโกงกินกลับคืน ตนจึงตัดสินใจว่าจะเดินทางมาชุมนุมเพื่อทวงถามอีกครั้ง และอยากให้นายกรัฐมนตรีเข้ามารับเอกสารด้วยตนเอง และขอยืนยันว่ากลุ่มพีมูฟไม่ใช่จำเลยสังคม ไม่ได้หวังผลการเมือง จึงอยากให้ทหารวางใจ

“ก่อนการแถลงข่าววันนี้สามีดิฉันนายวิทยา แก้วบัวขาว พบเจอเจ้าหน้าที่ทหารลงไปถ่ายรูปและหลายพื้นที่ที่เป็นเครือข่ายพีมูฟถูกเจ้าหน้าที่ทหารเข้าพบเพื่อเจรจาให้ยุติการชุมนุมในวันที่30มีนาคม นี้ แต่ดิฉันและพี่น้องทำไม่ได้ เราไม่อยากมา เราไม่อยากทิ้งบ้านมาแต่เราต้องมา จำเป็นต้องทำ ขอร้องว่ารัฐบาลเปิดใจคุยกับเราเถอะ และรู้ด้วยว่ากรมที่ดินเขาไม่ยอมรับผิดในสิ่งที่เขาทำ ชาวบ้านตัวเล็กๆอย่างเราแค่อยากได้สิทธิที่ดินเราคืน เขายังไม่ให้ทั้งที่กรมสอบสวนคดีพิเศษและศาลพิจารณาแล้วว่าเราไม่ผิด และเราไม่ได้บุกรุกที่ดินใคร เราแค่อยากได้ที่ดินเราคืน ถ้าคดีดิฉันไม่สิ้นสุดแล้วชาวบ้านที่เขาต่อสู้อยู่เขาจะมีความหวังยังไง ขอให้การชุมนุมครั้งนี้เราได้คุยกันอีกครั้ง อย่าดองปัญหาไว้แบบนี้” นางหนูเดือนกล่าว

ขณะที่นางเรียง คงทุ่ม อายุ 80 ปี ชาวบ้านดินแดงน้อย อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่ กล่าวว่า ตนเองและสมาชิกในชุมชน จำนวน 30 ครอบครัว ถูกรื้อถอนบ้าน และสวนยางพารา เนื้อที่ 359 ไร่ เมื่อเดือน สิงหาคม 2557 ปัจจุบันยังไม่สามารถกลับเข้าไปอยู่ที่บ้าน ทั้ง ๆ ที่บ้านของตนมีทะเบียนบ้าน ลูก ๆ และหลาน ๆ อีก 6 ครอบครัว ก็ถูกรื้อถอนบ้าน และตัดฟันต้นยางพาราด้วย ต้องแยกย้ายกันไปอาศัยที่บ้านญาติ บางคนต้องเช่าบ้านอยู่ รถของลูกก็ถูกยึด ต้องเปลี่ยนไปทำงานรับจ้าง หลานต้องออกจากโรงเรียน ไม่สบายใจเลย ขอให้ได้กลับเข้าไปอยู่อาศัยและทำกินในชุมชนเดิม ตนจึงตัดสินใจมาร่วมชุมนุมอีกครั้งกับพีมูฟแม้ว่าร่างกายจะอ่อนแอเพราะวัยชราก็ตาม

“ยายเคยมาแล้วกับพีมูฟ ยายก็ร้องเรียนไปหลายที่เรื่องความเดือดร้อนของยาย แต่ไม่มีใครฟัง ไม่มีใครช่วย เมื่อพี่น้องจะเข้าเมืองมาอีกรอบ ยายก็อยากมาด้วย คือ พี่น้องทุกภาคก็มากันเราต้องจับมือกันสู้ถูกไหม เชื่อเถอะว่าไม่มีใครอยากมากรุงเทพช่วงนี้หรอก แต่ยายไม่มีอะไรเหลือแล้วจริง” นางเรียง กล่าว

....ที่มา : สำนักข่าวชายขอบ : Link>>> http://transbordernews.in.th/home/?p=16405