ชาวเลหลีเป๊ะเตรียมอุทธรณ์หลังศาลพิพากษาให้แพ้คดีที่ดิน ที่ปรึกษาพีมูฟชี้เสี่ยงสูญเสียชุมชนประวัติศาสตร์ จ่อเสนอนายกฯลงนามคำสั่งแต่งตั้งคกก.แก้ปัญหาชาวเลใหม่

เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2560 นางสาวสลวย หาญทะเล ชาวเลเกาะหลีเป๊ะ ตำบลเกาะสาหร่าย อำเมือง จังหวัดสตูล เปิดเผยส่า เมื่อวานนี้ (27 มีนาคม) ศาลชั้นต้นจังหวัดสตูลได้พิพากษาในคดีแพ่งให้ชาวเลแพ้คดีความจากการฟ้องร้องไล่ที่และบุกรุกที่ดินโดยนางสิริกัลยา มอญแก้ว ซึ่งเป็นโจทก์ยื่นฟ้องชาวเล 5 ราย ได้แก่ 1. น.ส.มาซา หาญทะเล บ้านเลขที่ 50 หมู่ที่ 7 2. นายสิชล หาญทะเล บ้านเลขที่ 226 หมู่ที่ 7 3. น.ส.สลวย หาญทะเล บ้านเลขที่ 104 หมู่ที่ 7 4. น.ส.ประภา สิริฮัน บ้านเลขที่ 28 หมู่ที่ 7 และ 5. นางแส้หนา เกาะสิเร๊ะ ต.เกาะสาหร่าย อ.เมืองสตูล ซึ่งชาวเลทั้งหมดอาศัยอยู่ในที่ดินบริเวณเดียวกันและมีการต่อสู้คดีดังกล่าวยาวนานมาเกือบ 2 ปีแล้ว โดยคำสั่งศาลระบุว่า นายทุนมีเอกสารสิทธิ์เป็นนส.3 แสดงสิทธิ์และอำนาจในการใช้ที่ดินอย่างเต็มที่ ชาวเลจำเป็นต้องย้ายออกจากพื้นที่ดังกล่าว

นางสาวสลวย กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ภายหลังจากฟังคำพิพากษาแล้ว ตนและพรรคพวกได้ปรึกษากับทนายความที่ให้การช่วยเหลือคดีข้อพิพาทที่ดินชาวเล โดยตัดสินใจว่าจะพิจารณายื่นอุทธรณ์ภายใน 30 วัน ระหว่างนี้ตนและเครือข่ายชาวเลเกาะหลีเป๊ะที่แพ้คดีจะไม่มีสิทธิ์ซ่อมบำรุงหรือปรับปรุงบ้านเรือนที่อาศัยอยู่ และต้องรอจนกว่าคดีความจะถึงที่สุด

นายจำนงค์ จิตนิรัตน์ ที่ปรึกษาเครือข่ายชาวเลจังหวัดอันดามันและที่ปรึกษาพีมูฟ กล่าวว่า กรณีการแพ้คดีของนางสาวสลวยมีนัยสำคัญตรงที่ อาจจะนำไปสู่การฟ้องไล่ที่ชาวเลรายอื่นตามมาง่ายขึ้น สะท้อนว่าชาวเลจะเข้าถึงความยุติธรรมยากขึ้น ทั้งที่เป็นผู้บุกเบิกพื้นที่บนเกาะหลีเป๊ะ และหากชาวเลส่วนมากแพ้คดี จะเท่ากับว่าสูญเสียที่ดินประวัติศาสตร์ให้กับทุนท่องเที่ยวและนายทุน ดังนั้นเรื่องนี้ชาวเลจำเป็นต้องอุทธรณ์และสู้คดีต่อไป

นายจำนงค์ กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตามต่อกรณีข้อพิพาทที่ดินชาวเลนั้น เป็นส่วนหนึ่งที่ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส. หรือ พีมูฟ) จะนำเข้าที่ประชุมร่วมกับสำนักนายกรัฐมนตรีในวันที่ 30 มีนาคม 2560 นี้ และในวันเดียวกันจะเสนอให้ที่ประชุมเห็นชอบกับมติในการปรับปรุงคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาความมั่นคงในที่อยู่อาศัยพื้นที่ทำกินและพื้นที่ทางจิตวิญญาณของชุมชนชาวเลรอบใหม่ จากเดิมที่ให้ปลัดประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นผู้มีอำนาจลงนามในคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการฯ ให้เปลี่ยนเป็นนายกรัฐมนตรีเป็นผู้ลงนามแทน เพื่อให้การแก้ปัญหาชาวเลเป็นไปอย่างสะดวกขึ้น คณะกรรมการฯ สามารถทำงานร่วมกับกระทรวง กรมต่าง ๆ ง่ายขึ้น เพราะถึงอย่างไรนายกฯ ย่อมมีอำนาจมากกว่าปลัดหรือรัฐมนตรี

#รัฐต้องดูแลคนจน

ที่มา : สำนักข่าวชายขอบ : Link>>> http://transbordernews.in.th/home/?p=16409 .