ชาวเลราไวย์ประชุมร่วมกับกรมเจ้าท่า รื้อถอนเขื่อนหน้าชายหาด

หลังจากที่ชาวเลราไวย์ได้เคยเสนอกรมเจ้าท่าให้ทำการรื้อถอนเขื่อน ที่มีความกว้าง 3.80 เมตร และยาว 125 เมตร ตั้งอยู่บริเวณหน้าหาดราไวย์ ออกเนื่องจากการก่อสร้างดังกล่าวไม่ได้ขออนุญาตกรมเจ้าท่า ทั้งนี้การก่อสร้างกำแพงกันคลื่นนั้น เกิดขึ้นในช่วงหลังเหตุการณ์สึนามิประมาณปี พ.ศ.2548 

ตัวแทนชาวเลได้กล่าวว่า หลังจากการสร้างเขื่อนกันคลื่นหน้าหาดราไวย์ ชาวบ้านได้สังเกตุเห็นได้ถึงผลกระทบที่เกิดขึ้น คือ ระบบนิเวศถูกทำลายลงไปมาก ถ้ามีการรื้อถอนออกจะทำผลให้สภาพแวดล้อมค่อย ๆ ฟื้นตัว ทั้งปลา และหอย ที่เคยอาศัยในบริเวณดังกล่าวอาจจะกลับมาอุดมสมบูรณ์อีกครั้งให้ชาวบ้านได้ทำมาหากินตามอาชีพดั้งเดิม

ในวันที่ 13 มิถุนายน 2560 กรมเจ้าท่าได้เชิญตัวแทนชาวเลราไวย์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประชุมแนวทางการรื้อถอนกำแพง โดยชาวเลได้นำภาพถ่ายทางอากาศและแผนที่ไปอธิบายในที่ประชุม ต่อจากนั้น ผู้อำนวยการเขต ของเจ้าท่า ยืนยันได้ว่าต้องรื้อเขื่อนและจะรายงานยืนยันกับทางจังหวัดว่าไม่มีผลต่อการกัดเซาะชายฝั่ง และไม่กระทบกับชุมชน ให้มีการรื้อถอนกำแพงตลอดหน้าชุมชน โดยให้ชาวเลประสานยืมเครื่องมือในการรื้อถอนจากเทศบาลและจัดหาที่ทิ้งด้วย 

ชาวเลรู้สึกดีใจที่วันนี้กรมเจ้าท่าให้ความสำคัญกับคำร้องเรียนของชาวบ้าน อย่างไรก็ตาม นอกจากการรื้อถอนกำแพงกันคลื่นแล้ว ยังมีเรื่องการจัดระเบียบแผงร้านค้าด้วย โดยในการประชุม กรมเจ้าท่าได้มอบหมายให้ จนท.ไปจัดทำแผนที่และทำแนวให้ชัดเจน โดยให้แต่ละแผงใช้พื้นที่ไม่เกิน 2 ตรม. ในพื้นที่ของกรมเจ้าท่า

นอกจากนั้น กรมเจ้าท่าได้บอกอีกว่า การรื้อเขื่อนนั้นหากมีเอกชนมาอ้างสิทธิ ก็ให้เขานำเอกสารมายืนยันแนวเขต โดยกรมเจ้าท่าได้ลงดูพื้นที่แล้ว แล้วได้ทำรังวัดแนวเขตไว้แล้ว และจะวัดแนวเขตอีกครั้งหลังจากได้รื้อถอนเขื่อนออกแล้วว่าจะมีเนื้อที่ที่เป็นสาธารณะเท่าไหร่ หลังจากนั้นจะให้ชาวเลทำแผนที่ทำมือว่าจะจัดระบบแบบไหน รวมถึงแผงขายปลาและร้านอาหารต่อไป