บุก ก.กลาโหมจี้แก้ปัญหาเดือดร้อนชาวเล-กะเหรี่ยง-ไทยพลัดถิ่นแฉสารพัดทุกข์ระบุถูกข่มขืนยังแจ้งความไม่ได้

บุก กลาโหม จี้ แก้ปัญหา เดือดร้อน ชาวเล กะเหรี่ยง ไทยพลัดถิ่น แฉ ทุกข์ ถูกข่มขืน แจ้งความ คนชายขอบ

เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม เวลา 14.00 น.ที่ห้องหลักเมือง 1 กระทรวงกลาโหม เครือข่ายชาวเล เครือข่ายคนไทยพลัดถิ่น และสมาพันธ์ชาวกะเหรี่ยงแห่งสยาม พร้อมด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ อาทิ นางเตือนใจ ดีเทศน์ อดีตสมาชิกวุฒิสภา นางปรีดา คงแป้น ผู้จัดการมูลนิธิชุมชนไทย ได้เดินทางเข้ายื่นหนังสือถึงปลัดกระทรวงกลาโหม เพื่อขอให้แก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของชาวเล คนไทยพลัดถิ่นและชาวกะเหรี่ยง โดยมีพลเรือเอกชุมนุม อาจวงษ์ หัวหน้าคณะทำงานเตรียมการปฎิรูป เป็นตัวแทนปลัดกระทรวงกลาโหม เป็นผู้รับเรื่องแทน 

นายไมตรี จงไกรจักร์ ผู้แทนเครือข่ายชาวเล กล่าวว่าขณะนี้ชาวเลในจังหวัดอันดามันเหลืออยู่ 12,000 คนซึ่งเป็นชนกลุ่มสุดท้ายในประเทศไทย โดยมีประวัติศาสตร์อยู่ในพื้นที่มายาวนานไม่น้อยกว่า 300 ปี แต่กำลังประสบปัญหาเรื่องถูกแย่งสิทธิในที่ดิน เพราะเดิมทีชาวเลมักคิดว่าอยู่ในที่ดินได้โดยไม่ต้องมีเอกสารอะไร แต่เมื่อกระแสการท่องเที่ยวรุกเข้ามา ทำให้ถูกแย่งชิงที่ดิน ซึ่งขณะนี้กำลังเกิดความรุนแรงใน 4 ชุมชน เช่น ชาวเลบนเกาะพีพี จังหวัดกระบี่ 44 ครอบครัวกำลังถูกไล่ที่ เช่นเดียวกับชาวเลที่หาดราไวย์ก็ถูกฟ้องร้อง 101 คดี เพื่อขับไล่ออกจากพื้นที่ 19 ไร่ซึ่งชาวเลอยู่กันมานานก่อนปี 2502 ก่อนการออกโฉนดของนายทุน ขณะที่ชาวเลบนเกาะหลีเป๊ะ 150 ครอบครัวก็กำลังเดือดร้อน เพราะ สค.1 ที่เคยครอบครอง เมื่อเป็นนส. 3 กลายเป็นชื่อคนอื่นหมด เนื่องจากถูกโกงและถูกหลอกขายในราคาถูก โดยมีการข่มขู่ทุกรูปแบบ นายไมตรีกล่าวว่า ขณะนี้วิถีชีวิตของชาวเลต้องทำมาหากินอยู่ในทะเล แต่ก็มักถูกจับ และพื้นที่จอดเรือก็ถูกโรงแรมจับจองไม่ยอมให้เข้าไปจอดเรืออีก เช่นเดียวกับพื้นที่ประกอบพิธีกรรม หรือแม้แต่หลุมฝังศพก็ถูกรุกราน ดังนั้นเครือข่ายจึงเรียกร้อง 1.ทำอย่างไรคดีความที่ชาวบ้านกำลังถูกฟ้องร้องจึงจะสามารถชะลอได้ 2.อยากให้มีมติคณะรัฐมนตรีที่ครอบคลุมหรือยกระดับเป็นกฎหมายเพื่อแก้ไขปัญหา 3.ขอให้ฟื้นคณะกรรมการอำนวยการชาวเลขึ้นมาอีกครั้ง ซึ่งทราบว่าขณะนี้พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รองหัวหน้าคสช.ได้เสนอเรื่องไปแล้ว แต่ยังไม่มีการลงนาม 4.ขอให้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาดูแลหาข้อเท็จจริงกรณีความขัดแย้งเรื่องที่ดิน 5.ควรมีการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวเล 6.อยากให้มีการออกพระรากฤษฎีกาเขตวัฒนธรรมพิเศษเพื่อคุ้มครองชาวเล นางรสิตา ซุยยัง ผู้แทนเครือข่ายคนไทยพลัดถิ่น พวกตนเป็นคนไทยที่เดินทางมาจากดินแดนที่สูญเสียให้ต่างชาติโดยตนเป็นรุ่นที่ 3 แล้ว โดยตั้งแต่เดินเท้าเข้ากทม.จนกระทั่งได้มีการแก้ไขกฎหมายสัญชาติซึ่งคิดว่าเป็นการต่อสู้ครั้งสุดท้าย แต่ผ่านมาแล้ว 2 ปี กลับพิจารณาคืนสัญชาติได้เพียง 2 พันคน ขณะที่มีคนไทยพลัดถิ่นที่มาลงทะเบียนไว้กว่า 1.8 หมื่นคน ทำให้ชาวบ้านต้องได้รับความเดือดร้อน จะเดินไปออกไปไหนก็ถูกจับ แม้กระทั่งบางคนถูกข่มขืนก็แจ้งความไม่ได้ เพราะตำรวจบอกว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นคนเข้าเมืองผิดกฎหมายจึงมีความผิด บางคนถูกรถชนก็แจ้งความไม่ได้ ขณะเดียวกันมีหลายรายที่ได้สัญชาติแล้ว แต่ชื่อของพ่อแม่ในทะเบียนบ้านยังถูกระบุว่าเป็นคนพม่า ซึ่งเป็นเรื่องที่ควรแก้ไข นางรสิตา กล่าวว่าเครือข่ายอยากเรียกร้องให้มีคำสั่งจัดทำศูนย์บริการแบบเบ็ดเสร็จ เพราะที่จะได้แก้ปัญหาอย่างรวดเร็วที่สุด และอาจมีคณะทำงานระดับพื้นที่ ซึ่งพวกตนพร้อมที่จะเข้าไปช่วยตรวจสอบเพราะทราบดีว่าใครเป็นตัวจริงตัวปลอม และรู้สึกเป็นห่วงในเรื่องการสวมสิทธิ์และความมั่นคงของประเทศ ขณะที่นายพงศ์พิพัฒน์ มีเบญจมาศ กรรมการสมาพันธ์ชาวกะเหรี่ยงแห่งสยาม กล่าวว่าการที่คสช.มีประกาศฉบับที่ 64 เรื่องการปราบปรามผู้บุกรุกป่าโดยให้หน่วยงานต่างร่วมกันทำงาน แต่ได้ระบุไว้ในการไม่ให้ประชาชนที่ยากจนและอยู่มาก่อนได้รับผลกระทบ ซึ่งในทางปฎิบัติในหลายพื้นที่กลับไม่มีการแยกแยะ ว่าใครอยู่มาก่อนอุทยาน หรือใครบุกรุกอุทยาน ขณะนี้ชาวบ้านโดยเฉพาะคนกะเหรี่ยงต่างรู้สึกกังวลใจ เนื่องจากเป็นฤดูปลูกข้าว แต่กลัวว่าจะถูกกล่าวหาและจับกุมว่าบุกรุกป่าทั้งๆที่อยู่มาก่อน เนื่องจากระดับปฎิบัติมีปัญหา “อยากให้มีการฟื้นฟูวิถีชีวิตและวัฒนธรรมเหมือนที่เขียนไว้ในมติคณะรัฐมนตรีปี 2553 รวมถึงการออกกฎหมายที่ดิน 4 ฉบับ ที่เร่งด่วนคือต้องกำชับเจ้าหน้าที่ระดับปฎิบัติให้หยุดข่มขู่ชาวบ้าน และอยากให้ช่วยติดตามและตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีการหายตัวของนายพอละจี รักจงเจริญ หรือบิลลี่ นักต่อสู้ชาวกะเหรี่ยง ที่ถูกอุทยานฯควบคุมตัวไว้ ก่อนที่จะหายตัวไป”นายพงศ์พิพัฒน์ กล่าว พลเรือเอกชุมนุมกล่าว่า จะนำเสนอปัญหาเหล่านี้เข้าไปไว้ในฐานข้อมูล และส่งให้ผู้บังคับบัญชาพิจารณาต่อไป


ที่มาข้อมูลจาก : คนชายข่าวคนชายขอบ