ชาวบ้านชุมชนลับแล จ.อุบลฯ ยื่นหนังสือถึงกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เพื่อขอให้ตรวจสอบเรื่องสิทธิที่ดินและที่อยู่อาศัย

เมื่อวันที่ 6 ก.ย.2564 ชาวบ้านชุมชนลับแล จ.อุบลฯ ที่ได้รับผลกระทบจากการถูกหนังสือทวงค่าเช่าที่ดินจากการรถไฟ โดยบางคนถูกทวงค่าเช่าตั้งแต่การตั้งชุมชนในปี 2474 จำนวนเงินเกือบครึ่้งล้านบาท ได้ยื่นหนังสือถึงกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เพื่อขอให้ตรวจสอบเรื่องสิทธิที่ดินและที่อยู่อาศัยของชาวบ้าน โดยการยื่นเอกสาร ได้มอบข้อมูลของชุมชนเพื่อใช้ในการพิจารณาด้วย คือ ประวัติศาสตร์การบุกเบิกก่อตั้งชุมชนลับแล ผังเครือญาติ (ผังตระกูล) ผังชุมชน เอกสารโฉนดชุมชนนำร่องตามนโยบายรัฐบาล และ หนังสือแจ้งหนี้ค่าเช่าการรถไฟแห่งประเทศไทย

โดยเนื้อหาในหนังสือ ชาวบ้านได้ระบุไว้คือ ชุมชนลับแล ต.วารินชำราบ อ.วารินชำราบ จ.อุบลฯ เป็นชุมชนดั้งเดิมที่มีอายุ 92 ปี ก่อตั้งโดยกรรมการสร้างรางรถไฟสายนครราชสีมา-อุบลราชธานี ในปี พ.ศ.2472 

เมื่อสร้างรางรถไฟมาถึงวารินชำราบและต้องรอแผนการสร้างรางต่อ จึงได้บุกเบิกป่าที่ลุ่มลาดชันริมกุด นอกพื้นที่การรถไฟ ตั้งหมู่บ้านขึ้นชั่วคราว สร้างบ้านเรือนที่อยู่อาศัย ทำสวนผัก สวนข้าวโพด และตั้งชื่อชุมชนว่า "ลับแล" ตามภูมิประเทศที่ลุ่มต่ำมาก มองจากถนนเขตรถไฟเห็นแต่ปลายยอดไม้ และต่อไปได้เปลี่ยนมาเป็นกรรมการสร้างรางขนถ่ายสินค้าแทน

ต่อมา การรถไฟได้มีแผนการสร้างรางรถไฟไปถึงจังหวัดนครพนม จึงได้ขยายเขตรถไฟไปทับชุมชนทั้งชุมชน และกินพื้นที่ไปถึงริมแม่น้ำมูลฝั่งวารินชำราบ แต่เกิดคดีความขึ้น ทำให้การรถไฟแพ้คดีกับเอกชนฝั่งอำเภอเมือง ทำให้ไม่สามารถสร้างทางรถไฟต่อไปได้ หลังจากนั้น การรถไฟยังไม่ได้คืนพื้นที่ที่ไปทับที่ของชุมชน แต่กลับไปยื่นขอเอกสารสิทธิ์ต่อสำนักงานที่ดิน โดยอ้างว่าเพื่อให้เป็นที่อยู่ของพนักงานรถไฟ ซึ่งเมื่อมีการลงมาตรวจพื้นที่ ก็พบกับบ้านเรือนชุมชนลับแล ที่ได้สร้างอยู่ก่อนแล้ว แต่เข้าใจว่าเป็นบ้านพักของกรรมกรรถไฟตามที่การรถไฟได้ยื่นข้อมูลต่อสำนักงานที่ดิน

หลังจากการรถไฟได้เอกสารสิทธิ์ในที่ดิน จึงได้มีการทำระบบการเก็บค่าเช่าจากชาวบ้านในชุมชน โดยใช้เงื่อนไขและวิธีการต่าง ๆ เช่น ถ้าเซ็นยอมรับก็จะได้ทำงานเป็นกรรมการขนถ่ายสินค้า เป็นต้น ทำให้ชาวบ้านต้องจำยอมอย่างไม่เต็มใจ ส่วนชาวบ้านที่ไม่ยอม เพราะว่าที่ตรงนี้ฉันบุกเบิกมากก่อนการรถไฟจะออกเอกสารสิทธิ์ สุดท้ายก็ถูการรถไฟฟ้องร้องดำเนินคดี 

ถึงชาวบ้านในชุมชนจะต้องตกอยู่ในสถานะผู้เช่า แต่ชาวบ้านยังรู้สึกว่าตนเองคือเจ้าของที่ดิน และได้พัฒนาพื้นที่มาอย่างต่อเนื่อง ได้ตั้งศาลเจ้าพ่อฟ้าห่วน ทำผังทางเดิน จัดหาแหล่งน้ำซับ ปลูกเตยหอม ทำการประมง ปลูกพื้นผักริมน้ำ เป็นต้น แต่สิ่งที่ชุมชนไม่สามารถพัฒนาได้คือระบบสาธารณูปโภค เพราะไม่มีเอกสารสิทธิ์ในที่ดิน 

ในปี พ.ศ.2540 ชุมชลนได้รวมกลุ่มจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์ สร้างศูนย์เด็กเล็ก พัฒนาทางเท้า ระะน้ำซับ และพัฒนาสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ในชุมชน ทำแผนการแก้ปัญหายาเสพติด ฯลฯ โดยมีหลายภาคส่วนได้ให้การสนับสนุน เช่น เทศบาลเมืองวารินชำราบ กองทุน SIF กองทุนมิยาซาวา เป็นต้น ทำให้ต่อมาชุมชนได้เข้าร่วมการพัฒนาที่อยู่อาศัยของสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) โดยได้ให้ พอช.เจรจาเช่าที่ดินผืนดังกล่าวกับการรถไฟ เพื่อให้เกิดการพัฒนาต่อไป โดยได้เสนอเช่าเป็นระยะเวลา 30 ปี แต่ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะราคาเช่าเปลี่ยนไป

ในปี พ.ศ.2553 รัฐบาลมีนโยบายการพัฒนาที่ดินในรูปแบบโฉนดชุมชน ชุมชนลับแลจึงเสนอเข้าร่วมโครงการต่อสำนักงานโฉนดชุมชน สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นพื้นที่นำร่อง ที่มีทั้งหมด 35 พื้นที่ทั่วประเทศ 

ในปีปัจจุบัน เมื่อเดือน กรกฎาคม 2564 ได้รับหนังสือทวงค่าเช่าจากการรถไฟแห่งประเทศไทย โดยชาวบ้านได้ไปร้องเรียนต่อผู้ว่าราชการจังหวัด ร้องเรียนต่อการรถไฟในจังหวัด และได้มีการประชุมหารือเพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาไปแล้วที่ห้องประชุมอำเภอวารินชำราบ เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2564 แต่ไม่สามารถตกลงกันได้ เพราะการรถไฟได้แจ้งว่าการคิดค่าเช่าเป็นการคิดแบบอัตราก้าวหน้า ซึ่งเป็นการซ้ำเติมความเจ็บช้ำให้กับชาวบ้านเป็นอย่างมาก 

จากเรื่องราวที่เกิดขึ้น จึงเป็นที่มาของการยื่นหนังสือถึงกรรมการสิทธิมนุษยชนในวันนี้ เพราะชุมชนกำลังถูกละเมิดสิทธิชุมชนและสิทธิมนุษยชน โดยขอให้กรรมการสิทธิฯได้ช่วยตรวจสอบความเป็นมาความถูกต้องชอบธรรมของการประกาศการขยายเขตรถไฟหรือตรวจสอบเอกสารสิทธิ์ที่เกี่ยวกับที่ดิน ที่นำมาสู่การละเมิดสิทธิชุมชนสิทธิมนุษยชนชาวบ้านชุมชนลับแลมาเกือน 100 ปี และช่วยหาแนวทางในการคืนความเป็นธรรมในสิทธิที่ดินและการอยู่อาศัย เพื่อให้ชุมชนสามารถอยู่ได้อย่างยั่งยืน ในรูปแบบสิทธิร่วม (โฉนดชุมชน) ที่เสียภาษีที่ดินและอื่น ๆ ต่อรัฐ เช่นเดียวกับประชาชนทั่ว ๆ ไป